วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ส่งเสริมลูกรู้จักตัวเอง


วันนี้นำเรื่องการ ปูทาง ในอณาคตอันไกล้ให้กับลูกน้อยให้มีทางเดินที่ดี เหมาะสมกับเขาแล้วทุกอย่างดีๆ ก็จะเข้ามาหาเขา

ส่งเสริมลูกให้ค้นพบตัวเอง
ในช่วงปิดเทอมใหญ่อันยาวนานเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ได้วางแผนการใช้เวลาของลูกอย่างดีพอแล้วหรือยังครับ ตรอบครับส่วนใหญ่อาจส่งลูกไปเรียนพิเศษ เข้าค่ายหรือทำกิจกรรม เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคิดว่าน่าจะดีกว่าปล่อยลูกให้ไปเที่ยวเตร่ ดูทีวี หรือเล่นเกม จนอาจพลาดโอกาสสำคัญในการใช้ช่วงเวลาดังกล่าวมาฝึกฝนทักษะการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจหลงลืมและพลาดที่จะสอนลูกไปอย่างน่าเสียดายนั่นคือ "การส่งเสริมให้ลูก ได้เรียนรู้จัก หรือ ค้นพบตัวเอง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต รู้ว่าตนเองมีความถนัดความชอบและความสามารถในด้านใด ควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร ควรแสวงหา ความรู้อะไรเพิ่มเติมในด้านใด เพื่อไปสู่เป้าหมายในการเรียนและอาชีพการงานที่ใฝ่ฝันไว้อย่างไม่หลงทิศ รวมไปถึงการรู้จักตนเองในมุมของจุดอ่อนจุดแข็งในชีวิตเพื่อได้รับการแก้ใขอย่างทันท่วงทีและการค้นพบความสุขที่แท้จริงในสิ่งที่ตนเลือกทำ เนื่องจากรู้ว่าอะไรที่ทำแล้วจะทำให้ตนเองมีความสุขได้อันนำไปสู่การเรียนรู้จักและเข้าใจผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น เป็นการลดปัญหาความขัดแย้งและนำไปสู่มิตรภาพที่ดีตามมา
ตัวอย่างของแนวทางในการส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้จักและค้นพบตัวเองนั้น ตังเช่นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการจัดาการศึกษาโดยเน้นให้นักเรียนนักศึกษาได้ค้นพบความถนัด ความชอบของตัวเองมีเป้นหมายในการเรียนและการใช้ชีวิต รู้ว่าในอนาคตนั้นตนเองควรเรียนอะไร ให้ตรงกับความเป็นตัวตนมากที่สุด ทำให้เมื่อจบออกไปจึงเป็นคนที่ฉลาดรู้จัก และเข้าใจตนเอง สามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างมีวุฒิภาวะ และเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมความสำเร็จของนักศกษาทั้นในด้านการเรียนและด้านการดำเนินชีวิต
โดยปัจจุบัน การจัดการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ดที่ส่งเสริมให้นักศึกษาค้นพบและเข้าใจในตนเองนี้มีอยู่หลากหลายกิจกรรม เช่น การจัดให้มี Freshman Seminars หรือการสัมนากลุ่มย่อยของนักศึกษา ปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ทำให้นักศึกษารู้ความถนัด ศักยภาพ และความสนใจที่แท้จริงของตนเอง เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในการเลือกสาขาเอกที่มีความเหมาะสม ได้เรียนในสิ่งที่เป็นความถนัดและตรงกับความสนใจของพวกเขาอย่างแท้จริง หรือ ตัวอย่างวันช้อปปิ้ง สำหรับแต่ละวิชาที่นักศึกษากำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจลงทะเบียนเรียน เป็นวันที่นักศึกษาจะได้รู้จักกับวิชาที่ตนจะลงเรียนมากขึ้น
ล่าสุดที่ผ่านมา ฮาร์วาร์ดเพิ่มจัดให้มีกิจกรรม Reflecting on Your Life หรือที่เรียกว่า "สะท้อนมิติชีวิต" สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 กิจกรรมดังกล่าวฮาร์วาร์ดเริ่มจัดให้มีขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมาเพื่อเป็นช่องทางให้คณาจารย์ฮาร์วาร์ดได้มีโอกาศปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาพร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นพบ รู้จัก และเข้าใจตนเอง ผ่านการอภิปรายกลุ่มย่อยที่มีประเด็นหัวข้อการสนทนาพูดคุยกันเกี่ยวกับเป้าหมายความใฝ่ฝัน จุดยืน และค่านิยมส่วนบุคคลของนักศึกษา เช่น อะไรคือจุดยืนที่แท้จริงของฉัน ค่านิยมส่วนบุคคลของฉันมาจากไหน ค่านิยมเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ คำถามเหล่านี้แต่ละคำถามล้วนเป็นคำถามสำคัญที่ถูกคัดกรองมาแล้วว่า จะมีผลช่วยนักศีกษาให้สามารถค้นพลตัวตนของตนเอง รู้จัก และเข้าใจตนเองมากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อนักศึกษา ในการเลือกเรียนในสิ่งที่เป็นความถนัดและใช้ชีวิตตรงกับความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง
สะท้อนคิดจากตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมนักศึกษาให้ค้นพบ รู้จักและเข้าใจตนเอง ของฮาร์วาร์ด พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกใช้ช่วงเวลาการปิดเทอมอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ลูกเรียนรู้จักตนเองให้มากที่สุด โดยการ.. พูดคุยค้นหาเป้าหมายในชีวิตลูกร่วมกัน
ค่านิยมของคนในหลายยุคสมัยที่ผ่านมามักมีค่านิยมว่า เรียนคณะที่จบออกมาเล้วมีอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ดี สามารถสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว แต่เราควรมีค่านิยมเรียนในสิ่งที่เราเห็นคุณค่าของวิชาความรู้ที่จะได้รับจริงๆ เรียนด้วยความสนใจและสนุกกับสิ่งที่ตนเองเรียนไม่ได้เรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อรู้ จนเข้าไปถึงเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นความรู้ และใช้ประโยชน์ตามความตั้งใจอย่างแท้จริง
พ่อแม่ควรให้อิสระในความคิดและการตัดสินใจเลือกและทำกิจกรรมในช่วงปิดเทอม เปิดโอกาศให้ลูกได้สามรถตัดสินใจในการเลือสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง โดนพ่อแม่มีหน้าที่คอยชี้แนะอยู่ห่างๆ ถึงข้อดี ข้อสเย ประโยชน์ หรือโทษ ที่ลูกตะได้รับผ่านการตัดสอนใจนั้นๆ ซึ่งหาดพ่อแม่เห็นว่าการตัดสินใจของลูกเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่อันตรายได้ พ่อแม่สามรถใช่อำนาจในการยับยั้งการกระทำดังกล่าวได้โดยชีแจงถึงเหตุผลให้ลูกได้เข้าใจ "ส่งเสริมให้ลูกค้นคว่าแสวงหาความรู้อื่นๆ ที่หาไม่ได้ในชั้นเรียน"
พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกค้นคว้าแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการใช้เวลาช่วงปิดเทอมในการเรียนพิเศษ เรียนติวล่วงหน้า โดนมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจะได้มาซึ่งคะแนนที่สูงกว่าเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนเท่านั้น แต่พ่อแม่ควรเป็นผู้ชี้ทางเปิดโลกกว้างให้ลูกได้เลือกที่จะเรียนรู้หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ลูกสนใจ และเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการเรียนต่อในระดับสูงที่ได้วาดฝันไว้ในอนาคต อาทิ การท่องเที่ยวทัศนศึกษา การฝึกงานในสายงานต่างๆ ที่ลูกสนใจหรือเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่ชื่นชอบ การได้พูดคุยสัมผัสกับคนที่ทำอาชีพหลากหลายการเรียนรู้ เพิ่มเติมในงานสายอาชีพต่่างๆ เช่น เรียนทำขนม อาหาร การเกษตร งานไฟฟ้า งานไม้ งานฝีมือ ฯลฯ ซึ่งหาเรียนได้ทั่งไปทั่งที่เปิดอบรมฟรีมีค่าใช้จ่าย รวมถึงไปถึง งานอาสาสมัครต่างๆ เพื่อเป็นการฝึกฝนอุปนิสัยแห่งการเสียสละ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความเห็นอกเห็นใจการยอมรับในความแตกต่างระหว่างกันของกลุ่มคนในสังคม
การเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จะเป็นการเปิดโลกทัศน์มุมมองของลูกให้กว้างขึ้น เพื่อสำรวจว่าตนเองนั้นมีความชื่นชอบหรือถนัดในสายงานด้านใดมากที่สุด อีกทั้งได้สัมผัสถึง "สถาพความเป็นจริง" ในสังคมเพื่อให้การค้นหาตัวเองนั้นเป็นการค้นหาที่มิได้นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้งแต่เพื่อนำมาซึ่งการเชื่อมต่อและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมในภาพรวม
ช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ที่ยาวนานเช่นนี้พ่อแม่อย่างเพียงตั้งเป้าให้ลูกใช้เวลาไปกับการเรียนพิเศษ อารกวดวิชา เพื่อให้ผลการเรียนที่โดดเด่นกว่าใคร หรือสรรหากิจกรรมมากมายให้ลูกทำเพื่อเป็นการฆ่าเวลาไม่ให้ลูกว่างจนเกินไปเท่านั้น แต่มากไปกว่านั้น พ่อแม่ควรตระหนักว่าช่วงเวลาปิดเทอม คือช่วงเวลาของการส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้จักที่จะค้นหาตัวเอง โดยการเปิดโลกกว้างทางประสบการณ์ความคิดและสติปัญญาเพื่อลูจะสามรถค้นหาและค้นพบตัวเองไปสู่เป้าหมายชีวิตในอนาคตที่สมจริงสมจัง อย่ารอให้ถึงมหาวิทยาลัยก็ "อาจ" สายไปเสียแล้ว

***สิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจหลงลืมและพลาดที่จะสอนลูกไปอย่างน่าเสียดายนั่นคือการส่งเสริมให้ลูกได้ค้นพบตนเอง ว่าตนมีความถนัดความชอบและความสามรถ ในด้านใดควรจะเรียนอะไร? ประกอบอาชีพอะไร?